รายละเอียดบทความ

กนกรส พงศทัต คุณแม่ไฟแรงแห่งวงการอสังหาฯ

ด้
วยความ ที่นตคุ้นเคยและซึมซับจากคุณพ่อซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เมื่อก่อนไม่ ว่าคุณพ่อทำอะไรนตก็จะออกความคิดด้วยเสมอ แต่ในครั้งนี้เราทั้งออกความคิดและลงมือทำเองแล้วที่สำคัญจะต้องให้มันเกิด ประโยชน์พร้อมๆ กับผลกำไรนตต้องดูตั้งแต่เรื่องมาเก็ตติ้งพีอาร์ ฝ่ายขาย นโยบายต่างๆ คือเข้าไปคลุกคลีทุกส่วน  ก็ยอมรับว่าหนักหนาเอาการค่ะ

นั่นคือคำกล่าวจากนักธุรกิจหญิงไฟแรงแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรี BusinessAdministration (Marketing), Koger Williams University และปริญญาโท Marketing Organizational Structure (MSA) มหาวิทยาลัยบอสตันสหรัฐฯ ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตผูกพันอยู่ในวงการอสังหาฯมาโดยตลอด ไม่แปลกที่เธอซึมซับแนวคิดดีๆ มาจากผู้เป็นพ่อ (รศ.มานพ พงศทัต)เรื่องสนทนาที่บ้านเธอไม่ได้คุยเรื่องดินฟ้าอากาศแต่คุยกันเรื่อง วิชาการพูดถึงโครงการนั้นดีอย่างนี้ไม่ดีอย่างนั้นอาจจะดูเครียดไปรึเปล่า แต่สำหรับที่บ้านของเธอมันเป็นเรื่องธรรมชาติ!

เรากำลังพูดถึง คุณนต-กนกรสพงศทัต สุวรรณวรางค์ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด  บริษัทสยาม ไพร์ม เอสเตท จำกัด และเป็น Social Director ของบริษัท ควินเอสเซนเชียลลี่(ประเทศไทย) จำกัด แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญมากในชีวิตคือการเป็นแม่ของน้องฮูโก้ลูกชายวัย 8 เดือนเธอสามารถจัดสรรเวลาให้ทั้งงานและครอบครัวไปพร้อมๆ กันได้ยังไงนั้นไปหาคำตอบได้เลยค่ะ

เริ่มต้นกับโครงการใหญ่

“เดิมทีเรามีทรัพย์สินเป็นที่ดินเนื่องจากว่าคุณพ่ออยู่ในแวดวงโครงการ เรียลเอสเตท เราก็เลยคิดว่าน่าจะเข้ามาทำงานตรงนี้เต็มตัวก็เลยไปปรึกษาคุณพ่อว่าควรจะ เอาที่ดินที่มีอยู่นี่ไปทำอะไรได้บ้างเดิมทีก็อยากจะทำพลาซ่าธรรมดาแต่ว่า คำนวณดูแล้วพื้นที่ตรงนี้มีโอกาสที่ดีก็เลยร่วมทุนกับ บริษัทรสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)ทุกคนก็เห็นว่าที่ดินตรงนี้มีโอกาสก็เลยจับที่ดินตรงนี้ทำขึ้นมาเป็น โครงการคอนโดมิเนียม“เดอะ ไลท์เฮ้าส์” ได้รับการออกแบบให้ผสมผสานกับรูปแบบ บูติก โอเพ่นมอลล์ (BoutiqueOpen Mall) ค่ะ

...จริงๆแล้วข้างบนอาคารคอนโดมิเนียมมีห้องชุดนะคะ ทั้งหมด 297 ห้องชุดโครงการอยู่ตรงเจริญนคร สะพานสาทร ที่โดดเด่นคือมีวิว อยู่ในเมืองตรงข้ามกับสเตรททาวเวอร์เลยถ้าเกิดอยู่ในคอนโดเราจะเห็นเมือง เห็นออลซีซัน ทุกห้องเห็นพลุเห็นแม่น้ำหมดเลยก็เลยคิดว่าของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นเรา ก็กล้าที่จะลงทุนกล้าที่จะเสี่ยงขึ้นมาค่ะ เราก็เลยเป็นโครงการที่นตเต็มที่กับมันมากค่ะ

                ...เราอยากจะให้คนที่มาซื้อเราเป็นผู้ที่อยากอยู่จริงแล้วก็คุ้นเคยกับสถาน ที่แถวนี้จริงๆรู้จักกับแม่น้ำจริงๆ เน้นอยู่นาน คือเราไม่อยากสร้างตึกขึ้นมาปุ๊บคนซื้อแล้วก็ว่างคือซื้อไปเพื่อจะลงทุน เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้มีคนอยู่อาศัยจริงเพราะข้างล่างเรามีพลาซ่ามีคนเข้ามาพลาซ่าเรามาก มาย มีครบวงจรทุกอย่าง ทั้งซูปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กมีร้านอาหารความสวยความงาม ร้านไอศกรีม และมีอะไรอีกมากมายค่ะ”

ไขความลับในการทำงาน

                “คือศึกษาทุกอย่างเสมอนตเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบไปคุยกับผู้ใหญ่คือการที่เราได้พูดคุยกับผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องที่เรา ต้องจำเป็นไปขอความช่วยเหลือเสมอไปแต่บางทีนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันความคิดเรา เหมือนได้พัฒนาได้ความรู้เพิ่มเติมนำมาเป็นแง่คิดเราได้นำมาปรับกระบวนความ คิดของตัวเอง คือนตโชคดีที่ได้เป็นพิธีกรรายการของคุณพ่อได้สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ในวงการเรียล เอสเตท ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในบริษัทต่างๆไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เป็นครูเป็นอาจารย์มองถึงแนวโน้มทางการตลาดในอนาคตข้างหน้าเวลาสัมภาษณ์ก็จะ ได้ความรู้กับเรา บางทีก็อ่านหนังสือเพิ่มด้วยค่ะ

...จริงๆ แล้วนี่การทำงานของเด็กกับผู้ใหญ่ของสองเจเนอเรชั่นไม่เหมือนกันอยู่แล้วน ตทำงานก็แตกต่างกับรุ่นคุณพ่อ อย่าไปมองว่าผู้ใหญ่เค้าไม่เก่ง คือบางทีเราเอาแนวคิดของหลายๆท่านมาผสมกันก็จะทำให้เราได้มีกระบวนการเป็น แนวคิดของเราใหม่ขึ้นมาค่ะ”

อึดมากทำงานจนวันจะคลอด

“ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าท้องนตก็ไม่เคยแพ้ท้องเลย ทำงานตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่เดินไปผ่าตัดเลยเพราะว่างานเยอะมากวันนึง นตไม่เคยได้อยู่ที่ไหนนิ่ง ประชุมทีก็มีแต่ระดับผู้ใหญ่มากๆ นตก็เลยค่อนข้างยุ่งเค้าก็เลยเกิดมาแล้วเป็นคนที่อยู่กับคนได้เยอะมั้ง เพราะเค้าอยู่ในท้องเราๆก็ชินกับการที่ประชุมกับผู้ใหญ่ นตไม่เคยได้งีบเลยสักวันเดียว ง่วงก็ง่วงเหนื่อยก็เหนื่อยแต่ก็เหมือนกับว่าหัวสมองเราได้ทำงานอยู่มันหลับ ไม่ได้แต่นตจะนอน 2 - -3 ทุ่มครึ่ง แล้วก็ตื่นหกโมงเช้า เป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ ตอนอยู่บ้าน2 เดือนแรกที่คลอดลูกเนี่ยนตเครียดเลยนะ คือต้องอยู่บ้านตลอดมันไม่ได้แอคทีฟเหมือนเดิม

...อย่างช่วงแรกๆที่ลูกคลอดแล้วเรากลับไปทำงาน กำลังประชุมซีเรียสเลย เราก็ต้องขออนุญาตออกมาปั๊มนมคือมันเป็นอุปสรรคเหมือนกันในตอนแรกๆ พอหลังๆ เค้าก็ 8เดือนกว่าแล้วนตก็ไม่ได้ให้นมแม่แล้ว มีเวลามากขึ้นในการทำงาน ในช่วง 2เดือนแรกเราคิดเลยนะว่าถ้ามีลูกอีกคนนึงเราคงไม่ไหวแน่ๆ เลย พอลูกโตขึ้นมาแล้วเราปรับเวลาได้เราแบ่งเวลาเป็นก็สบายขึ้นตอนเย็นนตกลับ บ้านไม่เคยเกิน 5 โมงเย็น ก็จะมาใช้เวลากับลูกจะพาลูกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าจะคุยกัน พาไปอาบน้ำ อ่านนิทานให้ฟัง แล้วก็ป้อนนมและนตเอาเค้านอนเองค่ะ

...เมื่อก่อนที่ไม่ท้องเครียดต้องเล่นกีฬาเดี๋ยวนี้มีลูกแล้ว พอเครียดกับงานก็เล่นกับลูกแทน (หัวเราะ)กลับบ้านมาไม่เครียดเพราะว่าเล่นอะไรก็ไม่รู้ทำอะไรตลกๆ มีอะไรขำๆ ทุกวันค่ะเดี๋ยวนี้เค้าเริ่มรู้เยอะมีอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก บางวันอยู่ดีๆ ก็เล่นน้ำลายฟู้ๆ มีอะไรให้ขำทุกวันล่ะค่ะ”

งานดีครอบครัวก็ต้องดีด้วย

“ตอนที่นตปรับตัวระหว่างการทำงานและการเป็นแม่คนยอมรับว่ายากนะ นตว่าเราแอคทีฟมาตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราทำงานตลอดไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แล้วหัวสมองเราคิดงานอยู่ตลอดเวลาพอเรามานั่งเลี้ยงลูกอยู่บ้านต้องใช้แรง กายตอนแรกๆ น่ะนะแต่ตอนนี้ต้องใช้สมองเลี้ยงลูก เป็นธรรมดาที่มีวันที่เราท้อวันที่เราเหนื่อยมีวันที่อารมณ์เสียใส่สามี มีอารมณ์นั้นแน่นอน แต่มันจะมีความสุขเพราะว่าเค้าพัฒนาทุกวันนตคิดว่าถ้าเป็นคุณแม่อาจจะยอมลด ลงมาหน่อยเงินเดือนน้อยหน่อยประสบความสำเร็จน้อยลงมานิดนึง แล้วก็แบ่งเวลาให้กับครอบครัวกับการทำงานให้ลงตัว

...หรือถ้าเป็นครอบครัวที่จำเป็นจะต้องทำงานจริงๆนตคิดว่าอย่างน้อยๆ 2 ปีแรกมันไม่เสียหลายที่เราหยุดทำงานเลี้ยงลูกจะอดออมหน่อย พอลูกโต2 ขวบส่งลูกไปโรงเรียนแล้วค่อยกลับไปทำงานก็ยังไม่สายนตคิดว่ามันเป็นงานใหญ่ ที่เราต้องเลี้ยงดูคนๆ นึงให้เป็นคนดีของสังคม มันเป็นงานหนักกว่างานอื่นๆ  บางทีประสบความสำเร็จในเรื่องการงานมากๆแต่ว่าครอบครัวเราไม่ประสบความ สำเร็จมันไม่ได้เรียกว่าเราประสบความสำเร็จนะ อย่ายึดติดมากกับวัตถุเงินทองเรายอมใช้น้อยหน่อยเอาเวลามาอยู่กับลูกมากกว่า ค่ะ”

“นตคิดว่าประสบการณ์ของการทำงานมีความสำคัญมากการเรียน หนังสือทำให้เรามีความรู้ทางวิชาการ แต่จริงๆ แล้วการที่เราจะมีวิชั่นนั้นเราต้องใช้ประสบการณ์ ใช้ความกระตือรือร้นที่จะไปเรียนรู้จากผู้ใหญ่มันแตกต่างกันเยอะมากค่ะ”

ผู้ลงบทความ : mamydada