คุณอาภา คาอิ เลี้ยงลูกหลากวัฒนธรรม ไม่เป็นอุปสรรค
คุณ
อาภา คาอิ
เป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอยู่ในหลายประเทศ
หลังจากที่แต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่น และให้กำเนิดบุตรสาว คือน้องมาริกะ
ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องย้ายตามสามีไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย
แล้วจึงมีโอกาสย้ายมาอยู่ประเทศไทย จนล่าสุด
กำลังจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศเยอรมัน
“ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ถือว่าปรับตัวยาก มีช่วงที่ปรับมากตอนแรกๆ
ที่แต่งงานเพราะต้องไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่นโดยที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้
พอพูดไม่ได้เขาก็ไม่เอาเราเข้ากลุ่ม
โชคดีที่ได้งานทำในสถานทูตไทยประจำญี่ปุ่น ทำให้มีเพื่อน
มีสังคมมากขึ้นจากตรงนั้น พอย้ายไปมาเลเซีย จึงไม่ต้องปรับตัวมากนัก
เพราะเริ่มชินแล้วกับเป็นวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ต้อง
เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกัน เพราะเขารู้สึกว่าปลอดภัย
แล้วก็กลัวเรื่องภาษาอังกฤษด้วยจึงไม่อยากอยู่ร่วมกับฝรั่ง
พอมาอยู่เมืองไทยก็คล้ายๆ กัน คนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยเริ่มชวนใครก่อน
อย่างเราชอบไปเที่ยว ก็จะชวนคนที่รู้จักไปด้วยกันหมดเลย
หรือเย็นวันศุกร์ก็จะทำอาหารมากินด้วยกัน”
แม้ชีวิตส่วนใหญ่จะคลุกคลีอยู่กับสังคมของคนญี่ปุ่น
แต่คุณแม่อาภาเองก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกให้ซึมซับรับเอาสิ่งดีๆ
จากทั้งวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น คนไทย รวมถึงคนจีนในมาเลเซียด้วย
“เลี้ยงแบบผสมผสานอย่างถ้าพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เพราะ
คุณพ่อเขาจะแก้ให้ว่าคำนี้ไม่เหมาะที่เด็กจะใช้
ส่วนตัวเองก็จะเลี้ยงแบบไทยด้วย คือให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ประเทศอื่นๆเท่าที่เคยสัมผัสมาไม่มีแบบเราเลย เป็นระบบแบบตัวใครตัวมัน
เวลาไปเที่ยวที่ไหนแล้วมีกล่องรับบริจาค แม่จะบอกเสมอว่า
คนไทยยังต้องการความช่วยเหลือเยอะแยะนะ เด็กๆ ไม่มีเงินเรียนหนังสือ
ไม่มีอาหารจะกิน เราต้องช่วยเหลือ เขาจะรับรู้ตรงนั้นได้ ส่วนสิ่งดีๆ
ของคนญี่ปุ่นที่เราก็รับไว้ อย่างการไม่โอ้อวด ทำอะไรจริงจัง
มีระเบียบวินัย ไม่เอาเปรียบคนอื่น ตรงต่อเวลา และรักษาคำมั่นสัญญา
สมมตินั่งรถมากับเพื่อน
สัญญากันว่าเมื่อทำการบ้านเสร็จแล้วจะเล่นด้วยกันก็ต้องเล่น
ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนใจไม่เล่น หรือเรื่องความมีระเบียบวินัย เวลากินข้าว
ต้องกินให้เสร็จก่อนถึงจะลุกจากเก้าอี้ได้ เป็นสิ่งที่เราฝึกตั้งแต่ 1 ขวบ
ไม่มีการเดินป้อน แล้วได้วัฒนธรรมของคนจีนที่อยู่มาเลเซีย
เขาเชื่อว่าอยากให้ลูกกินเยอะๆ เด็กกินเองไม่อิ่มจริง เราก็เห็นด้วย
แต่จะใช้วิธีอย่างเช่น กินอีก 4 คำนะลูก คุณแม่จะป้อน แต่ต้องนั่งกิน
ไม่มีการเดินลุกจากเก้าอี้ พอมาอยู่เมืองไทย พ่อแม่หลายคนเดินป้อนตามลูก
เป็นสิ่งที่ไม่มีระเบียบวินัยเลย พ่อแม่หลายคนเป็นเหมือนกันหมด ไม่ว่ารวย
จน คือไม่ค่อยปลูกฝังระเบียบวินัยตรงจุดนี้”
นอกจากปลูกฝังเรื่องค่านิยมดีๆ แล้ว ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เองก็ยังส่งเสริมให้น้องมาริกะทำกิจกรรมต่างๆ นอกห้องเรียนด้วย
“ลูกชอบทำกิจกรรมมาก ชอบวาดรูป วาดมาตั้งแต่เด็กเลย แล้วเรียนบัลเลย์มา 7
ปี ชอบมากเหมือนกัน เคยเล่นกอล์ฟด้วย เพราะตอนนั้น ไทเกอร์
วู้ดดังมากตอนที่มาอยู่เมืองไทยแรกๆ ลูกก็บอกเลยว่าคุณแม่อยากเล่นกอล์ฟ
อยากเป็นแบบไทเกอร์ วู้ด ไปเรียนทุกวันอยู่ 2 ปี
จนโรงเรียนปิดกิจการเลยต้องเลิกไป นอกจากนั้นก็มีเรียนเปียโน เรียนชูจิ
(วิชาเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยพู่กัน) สิ่งสำคัญคือ เขาสนุกทุกอย่าง
อยากทำเองเราไม่ได้บังคับ จะให้หยุดอะไรก็หยุดไม่ได้ รักพี่เสียดายน้อง”
การที่คุณพ่อต้องย้ายไปทำงานที่เยอรมันในอีกไม่กี่เดือนจากนี้
ทำให้ทั้งครอบครัวเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมใหม่อีกครั้ง
หนึ่ง เช่นเดียวกับน้องมาริกะที่เรียกได้ว่าต้องปรับตัวขนานใหญ่
“คุณ
พ่อเขาจะเดินทางไปก่อน แล้วรอจนน้องมาริกะปิดเทอมจึงตามไปช่วงปลายปี ตอนนี้
ก็อยู่ในช่วงเตรียมตัว มาริกะไม่ค่อยอยากไปเลยค่ะ
เพราะเขาชินกับที่นี่แล้ว เพื่อนก็มีแล้ว กลัวสังคมใหม่ที่ยังมาไม่ถึง
เขาคงวาดภาพไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร แล้วพูดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยเก่งด้วย
เพราะหยุดไปหลายปี เพิ่งจะมาเริ่มอีกครั้งเมื่อ 3-4 เดือนก่อน
คุณแม่เองต้องพูดให้กำลังใจ ว่าไม่ต้องกลัวในสิ่งที่เรายังไม่เจอ
เพราะยังไงก็มีแม่อยู่ด้วย แม่พูดภาษาอังกฤษได้ แม่จะช่วยทุกอย่าง” |
|
 |
แน่นอนว่าพ่อแม่พร้อมที่จะช่วยลูกทุกอย่าง
นั่นจึงเป็นไม่เป็นที่กังวลมากนัก สำหรับการย้ายบ้านครั้งนี้
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งดีๆ
ที่คุณพ่อและคุณแม่ปลูกฝังไว้ตั้งแต่เด็กจะยังเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
สำหรับลูกได้เสมอ
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใส่ให้ลูกต้องทำตั้งแต่เด็ก มีหนังสือเล่มหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเขียน แปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า ‘กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว’
เล่มนี้ อ่านแล้วช่วยการเลี้ยงลูกได้เยอะมาก อย่างตอนที่ลูกแค่ 1 ขวบ
ตัวเองจะใส่ทุกอย่างให้เขาเยอะมาก ที่สำคัญคือทำยังไงให้เขาเป็นคนดี
เอาตัวรอดได้แต่ไม่ใช่การเอาเปรียบ ให้อยู่บนพื้นฐานของความดี
แข็งแรงพอที่จะอยู่ในสังคม และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แค่นี้พอแล้ว
ถ้าลูกเป็นแบบนี้ได้ ก็คิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว
คือเราไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเรียนได้ที่หนึ่ง
แค่เป็นอะไรก็ได้ที่ลูกมีความสุข
โดยที่เราประคับประคองเขาให้อยู่ในกรอบที่ดี”